PerfectWorld.in.th

           Warrior นักต่อสู้ระยะประชิดที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “อาชีพที่ต่อสู้บนพื้นดินที่เก่งที่สุด” แถมยังสามารถเลือกถืออาวุธได้ถึง 4 ประเภทนั่นก็คือ ดาบและกระบี่, หอกและทวน, ขวานและค้อน, ถุงมือและมือเปล่า ทำให้อาชีพนี้เลือกเก่งได้หลายแบบหลายสไตล์ขึ้นอยู่กับที่เราเลือกว่าอยากจะเก่งแบบไหน

ความแตกต่างของอาวุธสกิล

           การถืออาวุธในช่วงเลเวลต้นๆ เราอาจจะถืออะไรก็ได้ แต่เมื่อเราเริ่มโตขึ้นเราจะต้องเลือกแล้วว่าอาวุธประเภทไหนกันแน่ที่ถูกใจเราที่สุด

           ทำไมต้องเลือก? นั่นก็เพราะว่าอาวุธแต่ละประเภทจะต้องการค่าสเตตัสที่แตกต่างกันออกไป แค่การอัพค่าสเตตัสตามอาวุธและชุดเกราะก็แทบจะไม่มี Point เหลือให้กดอัพอย่างอื่นกันแล้ว นี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราต้องเลือก ที่สำคัญอาวุธแต่ละประเภทยังมีสกิลเฉพาะของแต่ละสายอีก ดังนั้นการเลือกอาวุธจะมีผลต่อแนวทางการเล่นมากพอสมควร เราลองมาดูบทวิเคราะห์กันว่าอาวุธแต่ละแบบแตกต่างกันยังไง
                                               ช่วงแรกจะถืออะไรก็ได้ไม่สำคัญ

ดาบและกระบี่

ค่าสเตตัส

           เป็นสายการเล่นที่เรียกได้ว่าสมดุลที่สุดเพราะอัตราส่วนของการอัพค่าสเตตัสของสายนี้เฉลี่ยแล้วจะอัพ STR 57% และ AGI 43% ทำให้พลังโจมตีอยู่ในระดับที่ไม่ขี้เหร่เลย ในส่วนของความแม่นยำอยู่ในระดับพอตัว อัตราการโจมตี Miss ต่ำและถึงแม้ว่า % ในการติดคริติคอลจะไม่สูงแต่เราก็จะเห็นการโจมตีติดคริติคอลได้บ่อยๆ แต่ถ้าอัตราการหลบหลีกละก็ลืมมันไปได้เลย

สกิลเฉพาะของดาบและกระบี่

Lethe Stance
โจมตีศัตรูสร้างความเสียหายทางกายภาพ และความเร็วในการร่ายเวทย์ของศัตรูจะลดลงเป็นระยะเวลาหนึ่ง

Spirit Chaser Knack
โจมตีศัตรูสร้างความเสียหายทางกายภาพ

Atmos Sword Strike
โจมตีศัตรูสร้างความเสียหายทางกายภาพ และมีโอกาสที่จะทำให้ศัตรูกระเด็นถอยหลัง

Myriad Sword Stance โจมตีศัตรูสร้างความเสียหายทางกายภาพแก่ศัตรูโดยรอบ และทำให้พลังโจมตีทางกายภาพและเวทย์มนต์ของศัตรูลดลง

จะเห็นได้ว่าสกิลของสายนี้จุดเด่นอยู่ที่การสภาวะผิดปกติให้กับศัตรู เพื่อสร้างโอกาสให้กับตัวเองไม่ว่าจะเป็นเชิงรุกหรือรับ
                                          มีการติดคริบ้าง แต่จะหวังมากไม่ได้

สรุป

           สายนี้อาจจะฆ่าคนไม่มันส์เท่าสายอื่น เพราะในการต่อสู้กับคนจะวัดกันที่สกิลมากกว่าการโจมตีธรรมดา ถึงแม้ว่าจะมีสกิลทีเด็ดอย่างการลดความเร็วในการร่ายเวทมนตร์ แต่ก็แลกกับการสูญเสียปราณโทสะถึง 100 หน่วย ยิ่งเป็นสกิลที่ลดพลังโจมตีของศัตรูต้องใช้ค่าปราณถึง 200 หน่วย (ผลของสกิลอยู่ได้ 15 นาที) ซึ่งอย่าลืมว่าสกิลโจมตีอื่นๆ ก็ใช้ค่าปราณในการร่ายเหมือนกัน (ในระดับฝีมือขั้นจอมยุทธ ตอนเลเวล 40 เราจะมีหลอดปราณโทสะอยู่ 200 หน่วย หากใช้สกิลนี้ค่าปราณโทสะก็หมดหลอดพอดี)

ในการสู้กับผู้เล่นด้วยกันถึงแม้ว่าเราจะยัดสกิลไม้ตายพวกนี้ใส่เป้าหมาย แต่ดาเมจรวมของเรากับสกิลที่เหลือ ก็ใช้ว่าจะสามารถฆ่าคนให้ตายภายใน 15 วินาทีได้ เมื่อมองสถานการณ์ระยะยาวแล้วสายนี้จะเด่นในการเก็บเลเวลมากที่สุด เพราะค่าสเตตัสโดยรวมแล้วซดกับมอนสเตอร์ 1-1 สบายมาก (ตีไม่ค่อยวืด คริบ่อยใช้ได้ เก็บเลเวลเนียน)

                                               สายดาบและกระบี่เลเวลสูงๆ ยิ่งบาดใจ


หอกและทวน

ค่าสเตตัส

           สายนี้จะเริ่มเด่นมาที่เรื่องของพลังการโจมตีมากขึ้นเพราะการอัพค่าสเตตัส STR 71% และ AGI 29% ทำให้พลังการโจมตีอยู่ในเกณฑ์ที่สูงเลยทีเดียว และด้วยอัตราส่วนของ AGI ที่เฉลี่ยแล้วประมาณ 29% ทำให้สายนี้แทบจะไม่ต้องหวังกับอัตราการคริติคอลหรืออัตราการหลบหลีกเลย แต่ถ้าในเรื่องของความแม่นยำล่ะก็ พอเอาตัวรอดได้สบายเลยครับ

สกิลเฉพาะของหอกและทวน

Whisk Stab
โจมตีศัตรูสร้างความเสียหายทางกายภาพแก่ศัตรูทั้งหมดตรงหน้า และทำให้ศัตรูเลือดไหลเป็นระยะเวลา 15 วินาที

Back Thrust
โจมตีศัตรูสร้างความเสียหายทางกายภาพ

Meteor Rush
ปล่อยลำแสงโจมตีศัตรูตรงหน้า สร้างความเสียหายทางกายภาพและยังทำให้ศัตรูกระเด็นถอยหลัง

Frost Glacier
สร้างความเสียหายทางกายภาพแก่ศัตรูในระยะ 12 เมตรรอบตัว และลดพลังป้องกันทางกายภาพและเวทย์มนต์ของศัตรูลงเป็นระยะเวลา 10 วินาที ทีเด็ดของสกิลสายหอกก็คือจะมีสกิล
Whisk Stab ที่ทำให้เลือดไหล เมื่อรวมกับสกิล Short Burst ที่ทำให้เลือดไหลเหมือนกันเท่ากับว่าจะมีสกิลเลือดไหลถึง 2 สกิล ซึ่งทั้ง 2 สกิลสามารถใช้ได้โดยความสามารถไม่ทับซ้อนกัน ส่วนสกิลไม้ตายอย่าง Frost Glacier หากไม่จำเป็นจริงๆ จะเป็นสกิลที่ไม่ค่อยน่าใช้เท่าไหร่เพราะผลของสกิลจะอยู่ได้แค่ 10 วินาทีเท่านั้นแถมยังใช้ค่าปราณโทสะถึง 200 หน่วยเลยทีเดียว
                                               หวดสกิลทีเหมือนตีกอล์ฟ - -a

สรุป

           สายนี้จะสามารถเก็บเลเวลคนเดียวได้ดีในช่วงแรกๆ เพราะมีค่า AGI พอสมควร ทำให้โจมตีไม่ Miss มากเกินไปแถมพลังโจมตียังอยู่ในเกณฑ์สูงจึงแทบจะไม่ต้องพึ่งอัตราการคริติคอลเลย แต่ในช่วงหลังๆ (เลเวล 60+) จะต้องอาศัยปาร์ตี้ในการเก็บเลเวลเป็นอย่างมาก เพราะสกิลส่วนใหญ่เป็นสกิลโจมตีหมู่ทำให้ไปไหนมาไหนได้เองลำบาก

สำหรับสกิลที่เน้นไปทางการทำให้ศัตรูเลือดไหล ซึ่งจะเป็นดาเมจทางกายภาพ หากเจอสายเวทย์เกราะเบาจะได้เปรียบในเรื่องดาเมจที่รุนแรงแบบเห็นได้ชัด แต่ถ้าเจอพวกเกราะหนักดาเมจอาจจะถูกลดไปบ้าง อีกสกิลหนึ่งที่ทำให้สายนี้น่าจับตามองก็คือสกิล Meteor Rush เป็นสกิลยิงจากระยะไกล (ถึงไกลมาก) ที่มีพลังโจมตีรุนแรงและทำให้เป้าหมายกระเด็นถอยหลัง ในเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศสายการเล่นนี้ถูกยกย่องว่าเป็นสายการเล่นที่ฆ่าคนเก่งที่สุด (ตอนช่วงเลเวล 80 เป็นต้นไป) ยิ่งช่วงหลังๆ ถ้าเลือกเป็นฝ่ายมารจะสามารถเรียนสกิล Stun เพิ่มมาอีกหนึ่งสกิลทำให้เพิ่มความน่ากลัวขึ้นไปอีก

                                               นี่คือสายแห่งการ PVP จริงหรือไม่? ต้องพิสูจน์


ขวานและค้อน

ค่าสเตตัส

           ในสายการเล่นทั้งหมดของ Warrior สายนี้ถือว่าเน้นความบ้าพลังที่สุดเพราะการอัพค่าสเตตัสจะอัพ STR 86% และ AGI 14% เรียกได้ว่าค่า AGI เอามาแค่ประดับให้พอหอมปากหอมคอเท่านั้น อย่าว่าแต่อัตราการคริติคอลหรืออัตราการหลบหลีกที่จะไม่มีแล้ว อัตราความแม่นยำเองก็ยังแทบจะไม่เห็นผลเลย การโจมตีธรรมดาก็ช้าที่สุดเมื่อเทียบกับอาวุธอื่น แต่จุดเด่นของสายนี้คือการอัดด้วยสกิลครับ

สกิลเฉพาะของขวานและค้อน

DrakeSwift Strike
โจมตีศัตรูสร้างความเสียหายทางกายภาพและยังทำให้ศัตรูมึนเป็นระยะเวลาหนึ่ง

Mountsever Sweep
สร้างความเสียหายทางกายภาพแก่ศัตรูในระยะ 10 เมตรรอบตัว

Volcanic Stunner
สร้างความเสียหายทางกายภาพแก่ศัตรูในระยะ 10 เมตรรอบตัว และทำให้ความเร็วในการเคลื่อนที่ของศัตรูลดลง

Heaven FlameDragon
สร้างความเสียหายทางกายภาพแก่ศัตรูในระยะ 12 เมตรรอบตัว และความเสียหายต่อเนื่องอีก 6 วินาทีให้หลัง

สิ่งที่ดึงดูดให้คนมาสนใจที่จะเล่นสายนี้คือ การมีสกิล Stun เพิ่มมาอีกหนึ่ง เท่ากับว่าเมื่อรวมสกิลทั้งหมดแล้ว คนที่เล่นสายนี้จะมีสกิล Stun ถึง 3 สกิลได้แก่ Aeolian Blade (Stun สูงสุด 3 วินาที) Lion Roar (Stun สูงสุด 6 วินาที) และ DrakeSwift Strike (Stun สูงสุด 6 วินาที) รวมแล้วจะสามารถทำให้ศัตรูติด Stun ได้นานถึง 15 วินาที ลองคิดดูสิครับว่าชัยชนะจะหอมหวานขนาดไหน (ถ้าไม่ Miss นะ) ส่วนสกิลที่เหลือจะเป็นสกิลหมู่ทั้งหมด เห็นแบบนี้แต่ก็ใช่ว่าจะให้ไปลากมอนสเตอร์เยอะๆ ได้นะครับ เพราะ Warrior ไม่ได้เกิดมาเป็น Tanker เหมือนอาชีพ Wear Beat ดังนั้นสกิลซัพพอร์ตจึงต่างกัน
Stun คือจุดขายของสายขวานและค้อน

สรุป

           ข้อดีของการอัพ STR มาสูงทำให้ดาเมจของสกิลค่อนข้างแรง เมื่อเทียบกับสายอื่นแล้วหากใช้สกิลแบบเดียวกันสายนี้จะได้เปรียบในเรื่องของดาเมจที่รุนแรงกว่า (ขอย้ำ ถ้าไม่ Miss) แต่ในส่วนของความแม่นยำนั้นอย่าไปเทียบสายอื่นเลยครับช้ำใจเปล่าๆ แต่วิธีลบข้อด้อยตรงนี้ก็คือให้หาเครื่องประดับที่เพิ่มความแม่นยำมาแทนเท่านี้ก็เทพแล้วครับ ที่สำคัญสายนี้ถูกยกย่องว่าเป็นสายแห่งการฆ่ามอนสเตอร์ที่ดีที่สุดของ Warrior เพราะด้วยการอัดไม่กี่สกิลมอนสเตอร์ก็ลงไปกองแล้ว แถมช่วงเลเวลสูงๆ ยังมีสกิลหมู่ให้ใช้หลายสกิลและยังเต็มไปด้วยความรุนแรง เวลาเจอมอนสเตอร์เยอะๆ ถ้าได้บัฟดีๆ มีพระฮีล รับรองปาร์ตี้จะรักคุณจนแทบอยากจะแจกเบอร์โทรน้องสาวให้คุณเลยทีเดียว
                                               ถึงจะเป็นค้อนเลเวลต่ำ ดูยังไงก็น่ากลัวอยู่ดี


ถุงมือและมือเปล่า

ค่าสเตตัส

           สายนี้จะเน้นไปที่ความรวดเร็วในการโจมตีและอาศัยคริติคอลเป็นจุดเด่นในเรื่องของดาเมจ เพราะการอัพค่าสเตตัสจะอัพ STR 43% และ AGI 57% ด้วยการเน้นค่า AGI สูงทำให้อัตราความแม่นยำ, อัตราการคริติคอล สูงตามไปด้วย ปัญหาเดียวของการอัพค่าสเตตัสของสายนี้ก็คือมักจะมีปัญหาเรื่องของการใส่ชุดที่อาจจะล่าช้ากว่าสายอื่นๆ เพราะชุดจะต้องการค่า STR ค่อนข้างสูงเหมือนกัน เมื่อมั่วแต่อัพ STR + AGI ทำให้ค่า Con จะน้อยส่งผลถึงค่า Max HP จึงไม่แปลกถ้าสายนี้จะมีเลือดที่น้อยกว่าสายอื่นในระดับเลเวลที่เท่ากัน ส่วนการอัพ AGI 20 หน่วยจะได้โอกาสการติดคริติคอลมา 1%

สกิลเฉพาะของขวานและค้อน


AirSlicer Palm
โจมตีศัตรูสร้างความเสียหายทางกายภาพ และยังทำให้ศัตรูเคลื่อนที่ช้าลงเป็นระยะเวลา 8 นาที

Shadowless Kick
โจมตีศัตรูสร้างความเสียหายทางกายภาพ และยกเลิกสกิลที่ศัตรูกำลังใช้อยู่

Cyclone Kick
สร้างความเสียหายทางกายภาพแก่ศัตรูในระยะ 8 เมตรรอบตัว และเพิ่มความเร็วในการโจมตีปกติให้กับตัวเองเป็นระยะเวลาหนึ่ง

Dragon Thruster Bash ซัดพลังโจมตีระยะไกลใส่ศัตรูสร้างความเสียหายทางกายภาพ และยังทำให้การโจมตีแบบปกติมีผลของธาตุไฟเป็นระยะเวลา 15 วินาที

ต้องขอบอกก่อนเลยว่าสกิลเฉพาะของสายการเล่นนี้จะเน้นซัพพอร์ตการโจมตีปกติซะส่วนใหญ่ เพราะมีทั้งสกิลเพิ่มความเร็วในการโจมตีปกติ, สกิลที่ทำให้การโจมตีแบบปกติมีผลเป็นธาตุไฟ (พลังโจมตีที่เพิ่มขึ้นจะคำนวณจากความแรงของอาวุธที่ถือ) /การป้องกันผลของสกิลนี้มีทางเดียวนั่นคือใส่ของป้องกันธาตุไฟอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าไม่มีละก็เตรียมเจ็บตัวได้เลย
                     ใครชกดีเดี๋ยวพาไปแข่งซีเกมส์ปีหน้า

สรุป

ส            ิ่งที่ถือว่าแตกต่างอย่างมากเมื่อเทียบกับสายอื่นๆ คือ สายนี้จะไม่เน้นไปที่การอัดสกิลตูมตามๆ เหมือนสายอื่นๆ แต่สายนี้จะเน้นไปที่การโจมตีธรรมดาล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นการฆ่ามอนสเตอร์หรือตอน PVP เพราะด้วยความเร็วในการโจมตีปกติที่เร็วถึง 1.43 ครั้งต่อวินาที ทำให้ต่อยได้มันส์มืออย่างมาก แถมยังมีโอกาสติดคริติคอลสูง จึงทำให้การเล่นสายนี้ดูจะสนุกและแตกต่างไปอีกแบบ เวลา PVP อย่าลืมใช้สกิลเด็ดอย่าง Cyclone Kick, Dragon Thruster Bash, Shadowless Kick ที่เป็นจุดเด่นของมันเพื่อเสริมการโจมตีแบบปกติให้เหี้ยมขึ้นไปอีกนะครับ

ทีเด็ดสกิล Warrior

           หากจะพูดถึงสกิลที่น่าอัพหรือสกิลน่าใช้ก็คงบอกได้คำเดียวเลยว่า “มันก็น่าใช้ทุกสกิลนั้นแหละ” เพียงแต่ว่าคุณจะมีเงินเรียนมันหมดไหม (ในช่วงหลังๆ ยังไงเราก็ต้องอัพหมดเกือบทุกสกิล) แต่ที่หัวข้อนี้ต้องการจะบอกก็คือ ทีเด็ดของการใช้สกิลเพื่อเสริมจุดเด่น ลบจุดด้อยของอาชีพ Warrior ที่จะมีเทคนิคการใช้ ซึ่งคงจะบอกได้คำเดียวว่า ใช้ได้ตั้งแต่เด็กยันแก่ /gg

ใช้สกิลลบจุดด้อยเรื่องป้องกันเวทย์ต่ำ

สิ่งที่เป็นกฎเกณฑ์ตายตัวไม่ว่าจะเกมไหนก็คือ Warrior มักจะแพ้ทางพวกนักเวทย์เสมอ เพื่อความสมดุลไม่อย่างนั้น Warrior จะเทพเกินไป :P แต่ข้อเสียเปรียบในส่วนนี้เราสามารถทำให้มันบรรเทาลงได้ด้วยสกิล Muscle Alter Sutra (ลดพลังป้องกันทางกายภาพลงส่วนหนึ่ง เพื่อนำไปเพิ่มให้กับพลังป้องกันทางเวทมนตร์เป็นระยะเวลา 30 วินาที) สกิลจำเป็นเมื่อต้องต่อสู้กับสายเวทมนตร์ แต่สกิลนี้ก็มีความลับเล็กๆ ซ่อนอยู่เหมือนกัน ส่วนจะเป็นอะไรนั้นเรามาดูตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพกันเลยครับ
                                               คิดกำราบสายเวทย์ก็อัพไปเยอะๆ

สกิลตัวแปรที่ใช้ทดสอบ
1. สกิล
Auric Shell Barrier (เพิ่มพลังป้องกันทางกายภาพให้กับสมาชิกรอบๆ เป็นระยะเวลา 30 นาที)
2. สกิล
Solid Shell Hierogram (เพิ่มพลังป้องกันทางกายภาพให้กับเป้าหมายเป็นระยะเวลา 30 นาที)
3. สกิล
Muscle Alter Sutra (ลดพลังป้องกันทางกายภาพลงส่วนหนึ่ง เพื่อนำไปเพิ่มให้กับพลังป้องกันทางเวทมนตร์เป็นระยะเวลา 30 วินาที)

           จากตารางผลสรุปที่ได้คือ สกิลเพิ่มพลังป้องกันทางกายภาพมีผลต่อจำนวนตัวเลขที่สกิล Muscle Alter Sutra จะนำไปคำนวณก่อนที่จะนำไปเพิ่มพลังป้องกันทางเวทมนตร์ แต่สกิลดังกล่าวจะต้องเป็นสกิลของอาชีพ Warrior เอง ซึ่งสกิลเพิ่มพลังป้องกันสกิลอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของอาชีพ Warrior จะไม่มีผลต่อการนำคำนวณแต่อย่างใด ส่วนเวลาใช้สกิล

จะใช้สกิล Auric Shell Barrier เพิ่มพลังป้องกันก่อนแล้วค่อยใช้สกิล Muscle Alter Sutra สลับพลังป้องกันทีหลังหรือ

จะใช้สกิล Muscle Alter Sutra สลับพลังป้องกันก่อนแล้วค่อยใช้สกิล Auric Shell Barrier เพิ่มพลังป้องกันทีหลัง “ผลที่ออกมามีค่าเท่ากัน”

สิ่งที่จะเสริมอีกนิดก็คือ เรื่องออฟชั่นของการป้องกันธาตุมีผลต่ออัตรา % ที่จะเพิ่มขึ้นเวลาใช้สกิล Muscle Alter Sutra เช่น พลังป้องกันธาตุน้ำ 284 เมื่อใช้สกิลจากเพิ่มเป็น 367 (เพิ่มมา 83 หน่วย) แต่ถ้าพลังป้องกันธาตุน้ำของเรามี 471 เมื่อใช้สกิลจะเพิ่มเป็น 609 (เพิ่มมา 138 หน่วย) ทั้งๆ ที่ใช้สกิลเลเวลเดียวกันแต่พลังป้องกันเวทมนตร์ที่เพิ่มขึ้นมาจะต่างกันมากอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งสุดท้ายที่ต้องรู้ก็คือ สกิลธาตุของอาชีพต่างๆ (เมื่อรู้แล้วก็หาออพชั่นป้องกันธาตุนั้นๆ กันเอาเองนะครับ)
Warrior : ไม่มีสกิลธาตุ (ยกเว้นสายหมัดที่มีสกิลธาตุไฟ)
Magician : มีสกิลธาตุไฟ, ธาตุน้ำ, ธาตุดิน WereBeast :ไม่มีสกิลธาตุ
WereFox : มีสกิลธาตุไม้, ธาตุน้ำ
Elf Archer : มีสกิลธาตุทอง
Elf Priest : มีสกิลธาตุทอง


                                  บัพเดียวที่มีผลต่อสกิล Muscle Alter Sutra

สกิลวิ่งไวมีอะไรมากกว่าที่คิด

           สกิลวิ่งไวที่ว่าก็คือสกิล Cloud Sprint (เพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ตั้งแต่ 45%-90% แล้วแต่เลเวลของสกิล) และสกิล Striding Stroll Sprint (เพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ 100% แต่ต้องอัพสกิล Cloud Sprint ให้เต็ม 10 ก่อน)

แน่นอนว่าแค่มองปราดเดียวก็คงจะไม่ต้องคิดมากเลย เพราะสกิลนี้จะทำให้เราวิ่งเข้าถึงตัวพวกโจมตีระยะไกลได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วเมื่อต้องสู้กัน หรือเอาไว้หนียามคับขัน แต่ที่เห็นได้ความนิยมสุดๆ คือใช้ตอนที่ต้องวิ่งไปส่งเควสต์ไกลๆ (อันนี้ผมก็ใช้บ่อย -0-) แต่เทคนิคที่ผมจะบอกต่อไปนี้มาจากประสบการณ์ที่ได้เห็นจริงในสงครามกิลด์วอร์ของต่างประเทศ

ถ้าเป็นสงครามแบบ 1-1 ประโยชน์ของสกิลก็คงไม่ต้องขยายความแล้ว แต่ถ้าเป็นสงครามขนาดใหญ่ที่ต้องต่อสู้กันหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นยกปาร์ตี้ตีกัน ยกกิลด์ตีกัน หรือสงครามชิงดินแดน สกิลนี้เด็ดสุดๆ ครับ

เทคนิคก็คือ ให้เราวิ่งไปอยู่แนวหน้าเพื่อล่อให้อาชีพโจมตีระยะไกลล็อกเป้าแล้วยิงมาที่เรา (ไม่ต้องห่วงว่าจะตายครับ ยังไงก็ปั๊มเลือดทัน ถ้าเรากับคนที่ยิงเลเวลไม่สูงต่างกันแบบลิบลับ) หลังจากที่เราโดนยิงสกิลดอกแรกเสร็จปุ๊ปให้กดใช้สกิล Cloud Sprint หรือ Striding Stroll Sprint แล้ววิ่งถอยเข้าแนวหลังทันที และเนื่องจากส่วนมากผู้เล่นมักชอบใช้สกิลคอมโบ ทำให้ตอนที่คอมโบกำลังเรียกใช้สกิลที่สอง คนที่ยิงจะวิ่งตามเราที่กำลังวิ่งถอยหลัง เท่ากับว่าตัวคนที่โจมตีเราจะวิ่งล้ำแนวรุกของเขาออกมา ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยโจมตีระยะไกลของเราจัดการยิงให้ดิ้นไปเลยครับ

แผนนี้ใช้ได้ผลดีมากกับพวกชอบโจมตีระยะไกลที่ชอบใช้สกิลแบบคอมโบ และยิ่งเป็นพวกที่ Cancel เป้าหมายไม่เป็นยิ่งขนมกรุ๊บเลยครับ เท่าที่เห็นในเซิร์ฟต่างประเทศบางคนวิ่งตามตัวล่อจนหน้าแทบชนกับแนวหน้าอีกฝั่งเลยทีเดียว (คิดแล้วฮาจริงๆ ^0^) แต่มุกนี้ถ้าทำบ่อยๆ อีกฝั่งอาจจะจับไต๋ได้ควรระมัดระวังในเรื่องของการใช้นิดหนึ่ง

                                               แค่วิ่งไว! ใช้เป็น! โคตรป่วน!

รู้หลักคอมโบสกิลเวลาเก็บเลเวล

           เนื่องจาก Warrior จะมีสกิลโจมตีระยะไกลอยู่หนึ่งสกิล ซึ่งได้มาตั้งแต่ช่วงเลเวล 16 ก็คือสกิล Dragon Emerge ทำให้บางคนใช้สกิลนี้เพื่อเป็นการเรียกมอนสเตอร์ให้วิ่งเข้ามาโจมตี (เป็นการจองมอนสเตอร์เวลาต้องแย่งกับคนอื่นในบางครั้ง) ช่วงแรกๆ อาจจะยังไม่มีปัญหาเท่าไหร่ แต่เมื่อเลเวล 20+ ขึ้นไปปัญหาจะเริ่มเกิดทันที เพราะมอนสเตอร์บางตัวจะมีการโจมตีระยะไกลด้วยเวทมนตร์

Warrior เป็นอาชีพที่ป้องกันเวทมนตร์ต่ำอยู่แล้ว การที่จะโดนมอนสเตอร์โจมตีด้วยเวทย์คงไม่ดีแน่ ดังนั้นเราจึงไม่ควรนำสกิล Dragon Emerge มาวางเป็นสกิลแรก แต่เราควรวิ่งเข้าไปโจมตีในระยะประชิดให้ไวที่สุด ต่อให้ครั้งแรกจะโดนมอนสเตอร์โจมตีด้วยเวทมนตร์ก็ช่างมันครับ ยอมเจ็บตัวไปก่อนพอคลุกวงในได้จะงัดสกิลอะไรออกมาใช้ก็ตามสะดวกเลย เมื่อเลือดมอนสเตอร์เหลือประมาณ 1/5 ของหลอดมันจะเริ่มร่ายเวทย์อีกครั้ง ถ้าเป็นไปได้เราควรรีบอัดสกิลแรงๆ ตั้งแต่เลือดของมันเหลือ 2/5 แล้ว เพื่อเป็นการรีบปิดบัญชีก่อนที่จะโดนยิงด้วยสกิลเวทมนตร์อีกครั้ง เพราะมันจะเปลืองยาเพิ่ม HP แบบไม่จำเป็น
                                   สกิลดี แต่ต้องใช้ให้ถูกจังหวะ

เทคนิคการ Stun เวลา PVP

           สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการ PVP ผมก็จะบอกเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ให้ลองเอาไปปรับใช้กันดู ต้องขอออกตัวก่อนว่านี้คือประสบการณ์ที่เจอมากับตัวเองโดยตรง

สิ่งเดียวที่ทำให้ Warrior เหนือกว่าสายอาชีพอื่นๆ ก็คือมีสกิล Stun ซึ่งจะมีอยู่ 2 สกิลคือ Aeolian Blade และ Lion Roar (หากเล่นสายขวานหรือค้อนก็จะมีเพิ่มมาอีกหนึ่งสกิลคือ DrakeSwift Strike) เทคนิคง่ายๆ ครับ นำสกิล Aeolian Blade, Lion Roar, สกิลติดสถานะเลือดไหลซักหนึ่งสกิล, สกิลดาเมจแรงๆ อีกหนึ่งสกิล นำออกมาวางแยกไว้ตรงคีย์ลัดก่อน แล้วให้เอาสกิลที่เราคิดว่าดีที่สุดทั้งหมดเอาไปเรียงเป็นคอมโบสกิล (แต่อย่าเอาสกิลทั้ง 4 สกิลที่แยกออกมาไปรวมนะครับ)

ขั้นแรกพยายามเปิดด้วยสกิล Aeolian Blade เพราะมี Cooldown ที่ไว ช่วงที่ศัตรูมึน 3 วินาที ให้ DoT เลือดไหลด้วยสกิลเช่น Short Burst จากนั้นทำให้มึนต่อด้วยสกิล Lion Roar ทันที ที่เหลือตามด้วยคอมโบสกิลทำดาเมจที่เรียงเอาไว้จนจบ หากเป็นไปได้ก็ทำแบบนี้วนไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าทำตามนี้ไม่ได้ก็พยายามยัดด้วยสกิล Aeolian Blade ให้บ่อยๆ สลับกับ DoT เลือดไหลและสกิลทำดาเมจแรงๆ อีกซักหนึ่งสกิล เพราะยังไงสุดท้ายผลแพ้ชนะจะขึ้นอยู่ที่ว่าใครปั๊มเลือดไม่ทันหรือเลือดหมดก่อนก็แพ้ไป การจับจังหวะ Cooldown ที่ดีจะสร้างความได้เปรียบให้เราได้ระดับหนึ่ง

ในกรณีที่เจอพวกยิงไกล พวกนี้จะชอบหนีไปนู้นไปนี้ โดยเฉพาะอาชีพ WareFox ที่มีสกิลสลับเลือดกับมานา แบบว่าถ้าเปิดโอกาสเมื่อไหร่เลือดเต็มทันที อีกสูตรหนึ่งที่ค่อนข้างได้ผลเวลาเจอแบบนี้ก็คือให้คำนวณเลือดเป้าหมาย ถ้าเห็นว่ากดคอมโบชุดใหญ่น่าจะตายให้ใช้สกิล Lion Roar เบรกไว้ก่อนเลย (ลืมบอกไปสกิลนี้ติด Stun 100% ถ้าไม่ Miss) เสร็จแล้วกดคอมโบชุดใหญ่อัดให้ยับไปเลยครับ

ในการต่อสู้จริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างอาจจะไม่ได้มีรูปแบบดังที่ผมกล่าวถึงเสมอไป เพราะมีหลายปัจจัยเช่น สภาพแวดล้อมในขณะต่อสู้, เลเวลของตัวละคร, สกิลที่เรียนมา, อาวุธและอุปกรณ์ที่สวมใส่ แต่สิ่งเดียวที่จะทำให้เราเก่งขึ้นได้ก็คือประสบการณ์เท่านั้นครับ สู้บ่อยๆ แพ้บ่อยๆ แล้วปรับปรุงข้อเสียนั้นซะ
                                   ของแบบนี้มันอยู่ที่ลีลาและจังหวะ

                                    เรื่องความเท่ ยังไงก็กินขาดเห็นๆ

เพราะอย่าลืมว่าอาชีพ Warrior จะเก่งเมื่อช่วงเลเวลสูงๆ ไปแล้วเท่านั้น การเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่ออนาคตที่สดใสนั้นไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยจริงไหมครับพี่น้องหน้าใสหัวใจ Warrior


Warrior
เป็นอาชีพสายนักรบของเผ่า Human ถนัดการต่อสู้ระยะประชิดที่สุด แต่ก็สามารถโจมตีระยะไกลได้ด้วย สามารถใช้อาวุธได้เกือบทุกชนิดเลย ไม่ว่าจะเป็นดาบมือเดียว สองมือ หอก ทวน หรือแม้แต่สนับมือก็ใช้ได้ และถึงจะเป็นนักรบ แต่ Warrior ก็เป็นอาชีพที่มีทักษะให้เลือกใช้เยอะมากๆ ครับ สำหรับรายละเอียดสกิลของ Warrior มีดังนี้

สถานะของ Warrior เบื้องต้น
HP: 75
MP: 45
Melee DMG 4-6
Magic DMG 1-1
Crit% 1%
Attack Rate 1.25
Hit Rate 50
Dodge Rate 50
Travel Speed 5.0
Physical DEF 3
Magic DEF - Metal 2 - Wood 2 - Water 2 - Fire 2 - Earth 2

สถานะที่ได้รับเมื่ออัพสเตตัส
1 CON = Max HP +15
6 STR = 4 DEF
3 STR = DEF +1
1 INT = Max MP +9
1 DEX = Accuracy +10, Dodge Rate +10
Level Up Bonus: Max HP +30, Max MP +18
Skill Tree


รายละเอียดสกิล Warrior

Active Skill : โจมตีระยะใกล้





Active Skill : อาวุธประเภท มีดสั้น





Active Skill : อาวุธประเภท ดาบ กระบี่





Active Skill : อาวุธประเภท หอก ทวน กระบอง





Active Skill : อาวุธประเภทขวาน





Active Skill : อาวุธประเภทหมัด





Support Skill (สนับสนุน)










Passive Skill





PerfectWorld.in.th


Perfectworld.in.th
Published by Revival Studio
Copyright © 2015 Revival Studio, All Rights Reserved.